Travel

Unforgettable Story … วีรกรรมครั้งนี้น้องลืมไม่ลง

           ถึงจะไม่ได้อ่านมากเท่าที่ควร แต่ฉันก็ทำข้อสอบได้ด้วยดี  วันนี้เป็นวันที่ยาวนานที่ฉันเฝ้ารอมาทั้งวัน เพราะตกเย็นจะมีปาร์ตี้ จริงๆแล้ว วันนี้ตรงกับวันสงกรานต์ของไทยด้วย ฉันก็ไม่ลืมที่จะโทรหาแม่เพื่อสุขสันต์วันสงกรานต์  หลังเลิกเรียนเราไปกินข้าวกันที่ Markthalle ที่นั่นเป็นเหมือนตลาดย่อมๆ ที่คนในเมืองจะมารับประทานอาหารกัน เพราะราคาเป็นกันเอง ที่นี่มีอาหารหลากหลายสัญชาติให้เลือกทาน ฉันทานข้าวหมกไก่เปอร์เซีย ถือว่าอาหารอร่อยใช้ได้และที่สำคัญ ถูกปากฉัน แดดร่มลมตก ฉันกลับบ้านพร้อมกับ Ana เพราะบ้านเราบังเอิญอยู่ซอยเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนกลับเราไม่ลืมที่จะแวะซื้อ vodka สำหรับคืนนี้ 

Persian Food / ข้าวหมกไก่เปอร์เซีย
Persian Food / ข้าวหมกไก่เปอร์เซีย

                 Friday came and we had a test, surprisingly, it went well. (I did not get to study for the exam at all last night). I had been longing for Friday for week as in the evening, there would be A PARTY!! After school, we went to buy a bottle of vodka and went back home to get ready for the night. 😛

you see the bottle? / เห็นขวดนั่นไหม
you see the bottle? 

                 ตอนสองทุ่มครึ่ง ฉัน (พร้อมวอดก้า) หยา Ana เรานัดเจอกับ Marilou, Felicia, Maco และ Christophe ที่ Stadttheater  ซึ่งที่นี่เป็นสถานีที่รถรางจอดและเราสามารถนั่งไป Residenz ของหนุ่มนอร์เวย์คนนั้นได้ พอไปถึงก็มีหนุ่มนอร์เวย์คนนั้นออกมารับ ฉันก็รู้สึกถูกชะตากับหนุ่มนอร์เวย์คนนี้พิกล เขามีชื่อว่า Bendik หน้าตานั้นไม่ต้องพูดถึง ออกแนวสแกนดิเนเวียน ผมเลยบลอนด์เป็นพิเศษ คำแรกที่เอ่ยตอนเขาเห็นพวกเรา เขาพูดขึ้นว่า “viele Frauen” (ผู้หญิงเยอะดีนะ) พร้อมรอยยิ้มพิศวาส (เอ่อ คือฉันไม่ต้องอธิบายสินะว่าเขาเป็นคนยังไง) พวกเราผลัดกันแนะนำตัว ฉันบอกไปว่าชื่อ Pik มาจาก Thailand เขาก็พูดกับฉันยกใหญ่ เพราะเขามีเพื่อนสนิทเป็นคนไทยอยู่ที่นอร์เวย์ … เราเดินเข้าไปในปาร์ตี้กลิ่นแอลกอฮอล์ก็มาปะทะกับจมูกฉันเข้าอย่างจัง และมีเพื่อนๆ จากโรงเรียนหลายคนที่เราไม่รู้จัก

                     The time was 20.30, Ana, my friend and I (with the bottle of vodka) went to the Stadttheater (tram station), the place that we had to meet up with other friends. Once we got there, the Norwegian guy was already waiting for our arrival. He got that Scandinavian look with blond hair but I found that quite sexy. The first word that ever came out of his mouth was “viele Frauen” which means “lots of girls” appearing with his cunning smile. We introduced ourselves then when he heard that I’m from Thailand, he looked quite interested since he has a close Thai friend back home in Norway. Got into the party, the first smell that saluted me was of course…alcohol.

Ana, Felicia, Maco, Marilou, My friend.
Ana, Felicia, Maco, Marilou, Yah

           

I, Marilou, My friend
I, Marilou, Yah

               ฉัน หยา Ana และ Marilou ก็ดื่ม screwdriver โดยไม่ได้พูดได้จากับใครมากนัก พวกเราสี่คนก็เต้นกันใหญ่ ตัวฉันเอง ก็ไม่ได้ดื่มมาก แค่มิกซ์เครื่องดื่มไปหลายอย่าง เอาของใครมาดื่มบ้างก็ไม่รู้ เพื่อนยื่นมาให้ก็ไม่ปฏิเสธ อีกทั้งฉันยังเต้นไม่หยุด เวลาผ่านไปสักพักก็มีเพื่อนชายเข้ามาจีบ Marilou อยู่เป็นระยะๆ เพราะเธอหน้าตาสะสวยเอาการ Bendik ก็เข้ามาถ่ายรูปกับฉันอยู่ 3-4 รอบ จากนั้นไม่นาน อาการของเพื่อนฉันเริ่มออก เธอวิ่งเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น และหายไปนานมากในแต่ละครั้ง จริงๆแล้วคือเธอไปอ้วกมา ฉันก็รู้สึกไม่ต่างกัน เริ่มมึนๆ  เพราะตอนเย็นทานมาม่ามาเสียอิ่ม รู้สึกมวนท้องพิกล ฉันไปเข้าห้องน้ำเหมือนกัน แต่ไม่ได้อ้วก

               Ana, Marilou, Yah and I drank our own vodka mixed with orange juice. There were a lot of strangers that we didn’t feel familiar with so we were dancing on our own and that was also heaps of fun. I realized that I was drinking a big amount of vodka, whiskey, beer and etc. because my friends kept giving me drinks, it was my fault I did not know how to refuse so the night went on. A load of guys tried to hit on Marilou because of her charm. do you see? Bendik came to talk and took some photos with me. We were talking and drinking for a bit. Later on, Yah didn’t look well as I saw her running in and out off the restroom several times. She told me she went in to puke and she also got a bad headache. I started to feel bad in my tummy as well because I ate so much of Thai instant noodle in the early evening and yeah…I felt it coming.

no comment.
no comment.

           

see that move?

               จนเที่ยงคืนเพื่อนๆ ตัดสินใจไปเข้าผับในเมือง เราก็ต้องนั่งรถราง (tram) กลับ Stadttheater ฉันเริ่มปวดหัวอยากจะอาเจียนมากถึงมากที่สุดขณะที่นั่งในรถ เพราะมันโคลงเคลง แต่ยังไงก็ไม่อ้วก ฉันยังคงควบคุมมันได้อยู่ หันไปมองเพื่อน เธออ้วกในรถรางหลายรอบมาก จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนหลายคนมอง คงคิดในใจ อิกะเหรี่ยงไทยพวกนี้ไหวไหมเนี่ย? พอถึงสถานีปลายทาง ฉันไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบวิ่งลงจากรถรางด้วยความมึนสูง เพราะความโคลงเคลงจากรถรางทำให้มาม่า วอดก้า เบียร์และทุกสิ่งรวมกันเข้าที่มาก ฉันเลยวิ่งไปนั่งคนเดียวกลางสถานีรถราง (อนาถนะ) และอ้วกออกมา อ้วกออกมาเป็นมาม่าไทยในต่างแดน อ้วกออกมาใจกลางเมืองไฟรบวร์ก ที่ที่ผู้คนนัดหมายว่าจะไปต่อที่ไหนดีสำหรับชีวิตกลางคืน ไม่ใช่แค่เพื่อนที่โรงเรียนแน่นอน แต่คนแถวนั้นหมดเลย ฉันอ้วกค่ะ  เพื่อนๆ ยิ้มอย่างเวทนา มันออกมาจนหมดไส้หมดพุง มาม่าไทยในต่างแดน (เห็นของตัวเองแล้วอยากอ้วกอีกสักรอบ) ฉันก็รู้สึกสงสารตัวเองอย่างบอกไม่ถูก มันน่าขายหน้าจริงๆ  ไม่นานนัก Bendik  เดินมานั่งใกล้ๆ และโอบไหล่ถามว่า โอเคไหม? ฉันคิดในใจ (มึงคิดว่ากูโอเคไหมล่ะ?) แต่ฉันก็ตอบไปว่า โอเค (น้ำตาจะไหล) พร้อมขอบใจเขาที่เป็นห่วง คืนนี้เราไม่ได้ไปต่อกับเพื่อนๆ Ana ลากกะเหรี่ยงไทยสองคนกลับบ้านอย่างอดทนอดกลั้น ขอบคุณ Ana สำหรับคืนนั้นมากจริงๆ และเชื่อว่าเพื่อนๆที่โรงเรียนคงจะจำวีรกรรมของสาวไทยสองคนได้อย่างตราตรึง คงไม่มีวันลืมเลยล่ะ และอยากบอกว่าฉันก็ภูมิใจในตัวเองจริงๆ…นะ       

              It was around midnight, we decided to go in the city. During the tram ride, I was feeling unwell because of the movement of the tram, yet I tried to control myself as hard as I could. Looking at my friend, she puked many times on the tram, and she looked sick. We were troubles and tons of school friends were looking at us like “are these two Thai girls okay?”, “not sure if they could drink” whatsoever, I didn’t give a flying f*ck. So, we arrived at the Stadttheater staion, first thing I did was running very fast off the tram while being tipsy. I sat somewhere between a café and the tram station. Because of the movement of the tram, the instant noodle that I ate and the countless drinks that I took, I puked. I puked a lot on that very street, in front of me I saw “MAMA” the Thai instant noodle. I was sitting there alone with my vomit, I sat at the place that heaps of teenagers were meeting up before they found a place to go out. Of course, there were tons of them (damn me). My school friends around (30-40ish friends) looked at me and sent that sympathetic smiles to me, you know what I felt very thankful that time but I couldn’t say any ‘thank you’ to them. Bendik came and sat next to me, he asked me IF I was ‘alright’ …(I wasn’t alright for god’s sake) but I smiled and replied “Yes, I’m fine” with a beautiful smile. We decided not to go further…Yah and I…went home BY Ana. She was taking care of us and helping us up. I owed her a lot that night. I bet, all of our friends could remember us very well from the embarrassing story that night. Something was imprinted on Freiburg ground.

I was somewhat proud of myself…word.

 

 

we three in the 'okay' moment.
we three in the ‘okay’ moment.

to be continued…

Travel

Freiburg : The Fair Lady of the Black Forest.

Freiburg
Freiburg

FREIBURG

            เช้านี้เราเช็คเอ้าท์ออกจากโฮสเทล จุดหมายต่อไปคือเมืองที่เราจะไปเรียน นั่นคือเมือง Freiburg ฉันชอบเมืองนี้เป็นพิเศษ สาเหตุที่ชอบก็เพราะฉันชอบป่าดำ (Black Forest) และป่าดำก็โอบกอดเมืองนี้ไว้รอบด้าน นอกจากนั้น Freiburg ยังได้ชื่อว่าเป็นนางงามแห่งป่าดำ และเป็น The Gateway of the Black Forest ได้รู้อย่างนี้แล้ว ฉันตัดสินใจไปเรียนได้ไม่ยากเลยล่ะ

            We checked out from the hostel this morning. Next destination is Freiburg, the city that I took a German course. I like this city as I love Black Forest and this city is embraced by the Black Forest from every side. Moreover, Freiburg was given a name as “The Fair Lady of Black Forest”. It is also the Gateway of the Black Forest. Having known this, I didn’t hesitate choosing her.

On the way to Freiburg
On the way to Freiburg

DSC00391

My friend and I
My friend and I


             นั่งรถไฟความเร็วสูงระหว่างประเทศ ICE แค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทางเมือง Freiburg ไฟรบวร์กในประสาทการรับรู้ของฉันสวยงามมากจากแวบแรกที่เห็น ฉันรู้สึกได้ว่าฉัน “หลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง” ถึงจะแค่ผิวเผินก็ตาม พอถึงสถานีรถไฟประจำเมืองไฟรบวร์ก ฉันกับเพื่อนก็นั่งแท็กซี่ไปยัง อพาร์ทเมนต์ของโรงเรียนที่ได้จองไว้ โดยให้แท็กซี่ดูตามที่อยู่ในกระดาษที่ฉันจดมา ไปถึงสักพักเราก็โทรหา Mr. Prezioso เขามาจัดการพาเราเข้าที่พัก ให้กุญแจและตรวจความเรียบร้อยทุกอย่างภายในห้องพักและบริเวณอพาร์ทเมนต์ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง  ฉันก็เข้าไปดูในห้องนอน ซึ่งฉันและเพื่อนมีห้องนอนเป็นของตัวเอง คิดในใจมีที่พักสะดวกสบายก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องขนของไปมาอีกสักพัก เราขนของเข้าห้องใครห้องมัน แต่เรามีห้องน้ำกับห้องครัวที่ต้องแชร์กัน

            Traveling with ICE high-speed train roughly 2 hours, we arrived in Freiburg. Freiburg, in all my senses, was unexplainably stunning from the first sight I saw. I thought, I was falling in love with the city. At Freiburg train station, we took a taxi to the apartment I booked online with the language school. I called the manager, Mr. Prezioso, when we got there. He took care of the apartment, took us in, arranged everything until everything was in place. We got our own beds but shared the bathroom and the kitchen. The apartment was very neat and comfortable.

Neighborhood / ละแวกบ้าน
Neighborhood / ละแวกบ้าน

DSC00422

My bed
My bed

 

         ท้องเริ่มร้อง เราก็เลยทำมาม่าทานกัน เพราะหิวกันมากจากการเดินทางและยังไม่มีอะไรในตู้เย็น อีกทั้งวันนั้นเป็นอาทิตย์ด้วย ร้านรวงต่างๆในเมืองก็ปิดหยุดพักกันหมด อย่างที่รู้กันร้านค้าในเยอรมนีจะพร้อมใจกันปิดวันอาทิตย์เนื่องจากอยากให้ทุกคนได้มีวันหยุดเหมือนๆกัน อิ่มท้องแล้วเราก็เดินเล่นสำรวจละแวกบ้านนิดหน่อย โชคร้ายหน่อยที่อพาร์ทเมนต์ไม่มีอินเตอร์เน็ต เราเลยเดินหาอินเตอร์เน็ตคาเฟ่กัน เจอแล้วก็ส่งข่าวถึงทางบ้านและเพื่อนๆที่เมืองไทย ตกเย็นเราก็กลับที่พัก วันนี้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ฉันก็แค่…หลงรักไฟรบวร์กเข้าอย่างจัง : )

            My tummy rumbled with hunger, so I cooked noodle instant (cannot call it ‘cook’ I just poured the water in. lol) That day was Sunday and every shop in town was closed. As we know, shops in Germany are closed on Sundays since they want everyone to have the same day off. Unfortunately, there was no internet in the apartment so I went out to look for an internet café and to hang around. We found one, so I contacted my parents and friends back home. We went home before nightfall and everything went well. I was just…falling in love with Freiburg.

IMG_1112

               เสียงโบสถ์เง่งง่างแถวบ้านปลุกฉันแต่เช้า โบสถ์นี่แหละปลุกฉันให้ตื่นก่อนไปโรงเรียนทุกวัน ถือว่าเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีทีเดียว พูดแล้วก็คิดถึงเสียงโบสถ์อยู่ไม่น้อย วันนี้เรามีแผนไปสำรวจรอบๆ เมืองกัน ไฟรบวร์กเป็น Fahrradstadt (เมืองจักรยาน) เพราะพาหนะส่วนใหญ่ของชาวเมืองคือ จักรยาน นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองจักรยานแล้ว ไฟรบวร์กยังถูกขนานนามว่าเป็นเมืองฝนโปรย (ฝนโปรยได้ทุกวันจริงเชียว) ฉันก็นึกว่าฉันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย (บ้านฉันหรือเปล่า) เพราะที่ใต้ก็ได้ชื่อว่าฝนแปด แดดสี่ ฉันอยู่ที่ไหนก็ต้องเจอฝนสินะ… เมื่อมีแผนที่โรงเรียนอยู่กับตัว เราจึงถือโอกาสเดินไปดูโรงเรียนเสียหน่อยก่อนที่จะเริ่มเรียนในวันพรุ่งนี้ ได้เห็นหน้าค่าตาของโรงเรียนแล้ว เราจึงเดินเลยไปชมเมืองรอบๆ ไฟรบวร์กเป็นเมืองเก่า มีตึกรามบ้านช่องสวยงาม ห้องหับน่ารักจิ้มลิ้ม เมืองนี้มีจัตุรัส Muenster ที่ให้ชาวเมืองไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจ มองไปทางไหนก็ดูสงบ แต่ไม่ได้เข้าข่ายบ้านนอกนะ เมืองนี้เขาสงบ สวยงามแบบเรียบๆ แต่ความสวยไม่น้อยหน้าใคร ไฟรบวร์กเข้าขั้นอาจจะสวยกว่าเมืองอีกหลายเมืองในเยอรมนีก็เป็นได้ ชาวสวิสและฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็แห่มาเที่ยวเมืองนี้ เพราะไฟรบวร์กเป็นเมืองชายแดนที่สวยงาม น่าท่องเที่ยว เธอจึงป๊อบไม่น้อยเลยนะ จะบอกให้!

            Church bells nearby woke me up in the morning. Actually, these church bells woke up every day before school and I was grateful for that. (Oh! How I miss the sound of it!!) Today, we had a plan to survey the town. Freiburg was called “Cycling City” because most people ride a bike and it rains a lot here, so people named her “City of Drizzling Rain”, too. We went to the school so the next day we wouldn’t get lost. We kept walking and realized that Freiburg is an old city with cute and lovely houses. We came to Muenster square the center of the city where the people chill and relax. It’s very peaceful, she might not be as big or massive but because of her beauty, a lot of tourists tend to visit her a lot as it is a border city and that’s why I’m saying that she is very popular!

The church nearby / โบสถ์แถวบ้านน้อง
The church nearby / โบสถ์แถวบ้านน้อง       
Cycling City / จักรยานเรียงรายเต็มเมือง
Cycling City / จักรยานเรียงรายเต็มเมือง
Freiburg looks often like this because of rain / เมืองฝนโปรย ฝนตกบ่อยอากาศส่วนใหญ่เลยครึ้มๆแบบนี้
Freiburg looks often like this because of rain / เมืองฝนโปรย ฝนตกบ่อยอากาศส่วนใหญ่เลยครึ้มๆแบบนี้
Muenster square / จัตุรัสมึนสเตอร์ จัตุรัสแห่งชีวิตชีวาของผู้คน
Muenster square / จัตุรัสมึนสเตอร์ จัตุรัสแห่งชีวิตชีวาของผู้คน

IMG_1358

IMG_1360

                   อาทิตย์แรกของการเรียน…เริ่มที่วันแรกของการเรียนฉันได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่พวกเขาจะพูดภาษาอิตาเลียนไม่ก็ฝรั่งเศส ในช่วงเช้าของวันมีคาบ orientation (ปฐมนิเทศ) ของนักเรียนใหม่ ฉันจึงจำหน้าค่าตาของเพื่อนใหม่ได้บางคน เราแค่ทักทายด้วยการส่งยิ้มให้ประปราย ฉันเรียนภาษาเยอรมัน  5 ชั่วโมงต่อวัน 4 ชั่วโมงแรก คือชั่วโมงไวยากรณ์ การอ่าน การฟัง การเขียน และอีกชั่วโมงตอนบ่ายคือชั่วโมง Conversation วันแรกฉันกับเพื่อนยังตื่นๆ คน เราค่อนข้างจะประหยัดคำพูด หลังจากเลิกเรียนวันนี้มี Stadttour (เที่ยวชมเมือง) โดย Nils ครูคนหนึ่งของที่โรงเรียน จะพานักเรียนใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นคอร์สการเรียน ไปชมรอบๆเมือง ฉันไม่ได้ดูอะไรมาก เพราะเมื่อวานฉันกับเพื่อนได้สำรวจมาบ้างแล้ว วันนี้เราได้รู้จักเพื่อนสองคน คือ Ana เธอเป็นสวิสที่พูดภาษาฝรั่งเศส และ Selina เธอเป็นสวิสเหมือนกันแต่พูดอิตาเลียน (ซึ่งเราเจอเธอสองคนเมื่อเช้าแล้ว) ไม่นานนักสองคนนี้ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทของฉันตลอดการเรียนอยู่ที่ไฟรบวร์ก

            First day of the study, I made some new friends. Most of them are from Switzerland but they speak either Italian or French. We had an orientation class in the morning, a teacher introducing us the course and the school. I studied German 5 hours a day, 4 hours for grammar, reading, listening and writing and other one for speaking. We, new students, were not very talkative on the first day. It always went like that. After school dismissing, we had a city tour which was managed by a teacher named Nils. I met two friends from Switzerland. Ana speaksFrench, the other is Selina speaking Italian and they’ve become my close friends during the entire time in Freiburg.

With Ana
With Ana
With Selina
With Selina

 

            ได้ลิ้มรสอาหารเยอรมันแล้วขอบอกเลยว่าไม่ถูกปากฉันเท่าไรนัก แต่เพื่อนฉันจะชอบมาก ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ถึงกินอะไรก็ไม่อร่อย แต่อย่างเดียวที่กินแล้วอร่อยมากคือ Currywurst อาหารชนิดนี้จะมีรสชาติเผ็ดๆ ฉุนๆของผงกะหรี่ และฉันก็กินมันเกือบทุกวัน เพื่อนๆ ชาวสวิสบอกว่า เธอกินได้เพราะมันเผ็ดสินะ ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ เป็นสาวใต้ ขาดอาหารเผ็ดไม่ได้เลยจริงๆค่ะ

            Had a taste of German food and I could definitely say that I didn’t fancy it. But my friend really liked it. The only food that I enjoyed was Currywurst. This kind of food is spiced with curry powder. I ate it almost every day and I couldn’t get enough of it. As I’m a southerner, I’d say I could not live without spicy food.

Flammkuchen
Flammkuchen

 

Currywurst
Currywurst

           

             อาทิตย์แรกของการเรียนทุกอย่างยังคงผ่านไปด้วยดี ฉันเริ่มพูดคุยภาษาเยอรมันมากขึ้น ความมั่นใจเริ่มมาเกาะแข้งเกาะขา อยู่ในห้องก็ตอบได้เวลาอาจารย์ถาม ฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว หลังเลิกเรียนฉันก็จะไปหาอะไรทานกับเพื่อนต่อ ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็จะดำเนินไปแบบนี้  

            First week here, everything went well. I spoke German often and better. I spoke it out with confidence both in classes and in daily life.

              วันพฤหัสมาถึง ทุกคนก็เริงร่าเพราะสุดสัปดาห์ขยับใกล้เข้ามาทุกที ถึงตอนพักของวันมีผู้ชายชาวนอร์เวย์คนหนึ่งประกาศตรงโถงทางเดินออกปากชวนทุกคนไปงานปาร์ตี้ที่ Residenz ที่เขาอาศัยอยู่ในคืนวันพรุ่งนี้ (ฉันหรือจะพลาด อิๆ) นอกจากจะรู้จัก Ana และ Selina ฉันยังมีเพื่อนเพิ่มจากชั่วโมง Conversation จริงๆ แล้วพวกเขาเรียนชั่วโมงไวยากรณ์ด้วยกันกับฉัน แต่ชั่วโมง Conversation ทำให้เราพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อนเหล่านั้นก็คือ Marilou, Felicia, Maco ทั้งสามพูดฝรั่งเศส และ Johnny อีกคนซึ่งเขาพูดอิตาเลียน หลังเลิกเรียนวันนี้ฉันไปหาซื้อ Internet Stick เอาไว้ใช้ที่บ้าน เพราะว่าการไม่มีอินเตอร์เน็ตทำให้ฉันติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนๆ ที่เมืองไทยไม่ได้ ค่าอินเตอร์เน็ตสิริรวมราคาประมาณ 50 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณสองพันบาท ใช้ได้หนึ่งเดือน อาจจะแพงหน่อย แต่ก็ต้องตัดสินใจซื้อ

            Thursday came and everyone seemed happy as the weekend was approaching. During the break, a Norwegian guy announced in the hallway that tomorrow would be a party at the residence he lived in, I surely wouldn’t miss it! I got some more friends from conversation class, they are Marilou, Felicia and Maco, and they all speak French.  Another one is Johnny but he speaks Italian. After classes, I went out to town looking for an internet stick to use at home. I got it for 50 Euros, quite expensive but it was worth having it.

Ana, My friend, Marilou and Selina.
Ana, Yah, Marilou and Selina.

           

           วันนี้เราไปซื้อของเข้าบ้านจากซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Aldi ทีนี้ก็มีของกินสักที ตอนเช้าๆ จะได้มีอะไรรองท้องก่อนไปเรียน ทุกคืนวันพฤหัสเราต้องอ่านหนังสือสอบ เพราะทุกวันศุกร์จะมีการสอบประมวลผลของเรื่องที่เรียนมาตลอดอาทิตย์ ฉันอ่านหนังสืออย่างไม่ขันแข็งเท่าไร กว่าจะได้อ่านก็หลับแล้วหลับอีก เป็นอยู่หลายรอบ ตื่นมาอีกทีตีสอง ฉันเลยยอมแพ้ให้กับความง่วง เอาเป็นว่าอาบน้ำนอนเลยละกัน

            We also went to a supermarket close to our apartment named Aldi. They sell cheap and edible stuff. From then on, we had food for breakfast. Hooray! But every Thursday night, I study for the exam since on Fridays we had a test from the lessons all week. Let’s see if I could handle it.

 

to be continued…

Travel

Hello Stranger, Hello Frankfurt!!!

Image

ละแวกเรือนพัก / Hostel Area

                      เช้าตรู่วันถัดไป กะเหรี่ยงไทยสองคนจะอาบน้ำ ก็เปิดกระเป๋ารื้อของกันจนดังรบกวนผู้อื่น ผู้ชายสี่คนที่เป็นเพื่อนร่วมห้องตื่นหมด ตายละ! ขอโทษอย่างแรง พวกเขาตื่นแล้ว ฉันกับเพื่อนเลยรีบหนีไปอาบน้ำเพราะไม่อยากโดนด่า เสร็จแล้วกลับห้องก็เจอ Michael คนเดียว ฉันก็ถามว่า ฉันทำให้ตื่นรึเปล่า เขาบอก “ใช่เลย แต่ไม่เป็นไรหรอก ปกติน่ะ” ฮ่าๆ เราก็โล่งใจไป แต่ก็ยังรู้สึกผิดหน่อยๆ วันนี้ Michael จะเช็คเอ๊าท์แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ร่ำลาอะไรกันเลย เนื่องจากฉันเองก็รีบออกจากเรือนพัก

Image

                   หน้าต่างของเตียงที่เรือนพัก / From the window in my hostel room

                 Woke up in the morning and felt cold during the spring time in Germany, I opened the window near my bed and the breeze just swept through to the room, very chilly. So, I closed the window before waking others up. I tried to get the stuff from my backpack for shower and by doing that I woke everyone up. Shit. I quickly ran to the bathroom because I dared not to see their faces. LOL I came back and only met Michael. I asked him if I woke him up and the answer was “Yes, but it’s normal, no worries.” I didn’t know that he checked out today, so I left the hostel to the center of the city without saying goodbye to him.

                Image

สถานีรถไฟหลักประจำเมืองแฟรงเฟิร์ต / Frankfurt train station

Image

                      ฉันกับเพื่อนไปหาของกินที่สถานีรถไฟหลักของเมืองกินเสร็จอิ่มท้องก็เลยหาทางไปแถวๆ Dom/Roemer ลงไปใต้ดินกะจะนั่งรถไฟ U-Bahn กะเหรี่ยงไทยสองคนยืนงงอยู่พักใหญ่จนมีคนมาสะกิดหลัง อ้าว! Michael นี่เอง เขามาพร้อมสัมภาระ เขาเลยแนะนำว่าไม่ต้องนั่งรถหรอก เดินไปไม่นานก็ถึง เราก็เชื่ออย่างนั้น วิญญาณ Backpacker เข้าสิง อยากลุย! พูดคุยได้ไม่นานนักเราก็ขอบคุณเขา เพราะเขาต้องไปแล้ว ฉันหวังว่าสักวันเราจะเจอกันอีกนะ (ในใจคิดเสียดายเพราะไม่ได้ขออีเมล์ติดต่อไว้เลย) แต่ไม่เป็นไร การเดินทางมันก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ เจอผู้คนมากมาย ทุกคนอยู่ในความทรงจำของเรา มีเจอกัน มีพรากจากกัน แต่ฉันก็ดีใจที่มันได้เกิดขึ้น : )

            My friend and I had brunch at the main train station. After that we wanted to take the subway (U-Bahn) to Dom/Roemer station to see the city. We might have looked a bit lost so a guy poked me from the back. And it was MICHAEL. He came with his stuff ready to go home. He suggested that we could walk there. So I believed him, the backpacker’s spirit got into me. We said goodbye and I didn’t ask for his email for contact. He just left like that. It was a pity, but it is traveling, we met a lot of people, we parted each other but I’m happy that it ,at least, happened.

Image

ระหว่างทาง / On the way

Image

เดินเลียบแม่น้ำไมน์ / Walking along River Main

Image

ผู้เขียนอยากชักภาพ / posing a bit!

            เดินกันไปนานมากก็ไม่ถึงสักที Roemerberg เนี่ย  Michael นะ Michael ทำฉันงงมากเลยดูแผนที่ไปถนนก็ยังงงๆ เลยยึดเดินตามแม่น้ำ Main สุดท้ายก็เจอจุดหมายเสียที Frankfurt มุมนี้สวยดีเหมือนกันนะ แต่ฉันยังไม่ประทับใจสักเท่าไร แม่น้ำไมน์ (River Main) ไหลเอื่อยกับเรือหลายลำที่พานักท่องเที่ยวชมเมือง เห็นแล้วรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นเราเลยเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไปจนเจอกับ Roemerberg จัตุรัสสำคัญของชาวเมืองแฟรงเฟิร์ต จัตุรัสคือที่ทางของความมีชีวิตชีวา ที่นี่ทำให้แฟรงเฟิร์ตดูไม่หยิ่งหรือหรูหราจนเกินไป ครั้งนี้ใช้ฉันทั้งสายตาเก็บภาพความทรงจำ และใช้เลนส์กล้องเก็บภาพต่างๆ ของบรรยากาศรอบๆ จัตุรัสเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรฉันจะได้กลับมาอีก ไม่นานนักเราก็มาถึงถนน Zeil ถนนสายช้อปปิ้งสายสำคัญของเมืองแฟรงเฟิร์ต ผู้คนเดินกันขวักไขว่อย่างกับห้างเหล่านี้แจกของฟรี ฉันกับเพื่อนก็เดินชมเรื่อยๆ ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมา เพราะนี่เป็นแค่วันแรก จึงไม่อยากให้การช้อปปิ้งทำการใช้ชีวิตอีกหลายวันในเยอรมนีของฉันลำบาก แต่สุดท้ายเพื่อนฉันก็พร่ำอยากไปซื้อของให้ญาติๆแล้ว (นี่วันแรกเองนะ แกจะบ้าเหรอ) ความพยายามของเธอไม่หมดลงง่ายๆ ฉันก็เลยหาทางเดินพาเธอไปซื้อ Longchamp และ Louis Vuitton เธอซื้อมาเกือบสิบใบพอหอมปากหอมคอ ให้ทายว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

            We were walking but still did not reach the destination, I thought Michael lied to me…that it was close. I checked the map and still got confused so I threw the map away and walked by instinct. We walked along the River Main until we got there. Frankfurt from this very sight was very gorgeous. River Main flew slowly and many tourist boats full of people floated leisurely. They took people around to see the sights of Frankfurt. It looked very relaxing. I followed groups of tourists to the place I wanted to go. I hardly looked at the map, I just walked the steps I thought were right. I hardly got to destination I wanted to but I saw something new instead so that’s worth it. However, we arrived at Roemerberg, which is the well-known square in Frankfurt. Squares are the area where people chill out and relax. The atmosphere was very lively that’s why I love to go to squares in any city. This square makes Frankfurt more gentle and cute, unlike the arrogant and luxurious look of the first day I saw when I arrived. Lots of snapshots were taken by camera and also by my eyes…. All was just impressive, I tried to remember all the details of the square. Repelled from Roemerberg, we walked to the Zeil road, the most popular shopping street in Frankfurt. Lots of people ran in and out the stores as if they were free, I didn’t want to buy anything at the very first day as I didn’t want to carry it. However, my friend wanted to buy something…so she got Longchamp and Louis Vuitton handbags…you can guess how her life would be from now on….

Image

เริ่มเห็นสะพาน แดดเริ่มมา คนเริ่มเดิน / The sun started to shine.

Image

Image

Image

               รอบๆจัตุรัส / At the Square

Image

ถนนไซล์ / Zeil Road

                     จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นแถวๆ ตลาดนัดเสาร์อาทิตย์ กะจะไปหาอะไรทาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเพราะเห็นก็แต่ร้านเบียร์ คนเยอรมันทุกเพศทุกวัยไปยืนล้อมวงดื่มเบียร์กันทุกร้าน เบียร์กับคนที่นี่ถือเป็นสิ่งที่คู่กันจริงๆฉันกับเพื่อนเลยถอนตัว หาทางกลับโฮสเทลดีกว่า ไปถึงที่พักก็เก็บของแล้วทำมาม่าไทยกินในต่างแดน มาม่านี่แหละประทังชีวิตเราไปได้ทุกมุมโลก คืนนี้ฉันกับเพื่อนวางแผนชิมเบียร์เยอรมัน เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึง เพื่อนฉันดื่มเบียร์ดำ ส่วนฉันดื่ม Radeberger อร่อยสำหรับฉัน แต่ค่อนข้างขมไปหน่อย นั่งดื่มเบียร์ไปดูบรรยากาศไป ดูที่ทางที่นักเดินทางมาสุมหัวกัน คำว่าอิสระลอยไปลอยมาอยู่ในล็อบบี้นั้น นี่คงเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างรู้สึกตอนนี้สินะ แม้แต่ฉันก็รู้สึกไม่ต่างกัน ช่างเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเดินทาง แต่รู้ว่าหากไม่ได้เดินทางหรือเจอผู้คนใหม่ๆ ชีวิตฉันคงกร่อยไปเยอะเลยเมื่อกลับขึ้นไปบนห้อง ฉันก็มาเจอโน้ตของ Michael วางไว้บนที่นอนฉัน เขาเขียนอีเมล์ติดต่อไว้ให้ ฉันก็ยิ้มกว้างและเพราะกระดาษแผ่นนั้นนั่นเองที่ทำให้ฉันฝันดีไปอีกคืน

            Afterwards, we went to the weekend market intending to find something to eat but didn’t get anything. I saw only the beer kiosks everywhere. Germans and beer are absolutely compatible. So my friend and I decided to find the way back to our hostel. Finally, I ate instant noodle that I brought from Thailand. Haha poor girl! With instant noodles I could travel the world so I never say no to it. We drank German beer tonight, my friend chose dark beer and I chose Radeberger. It was pretty good but a bit bitter. Drinking beer while people watching, it was a good feeling. Where freedom exists. Freedom floated around up in the air all over the room, I thought everyone felt the same. It was the happiness that I couldn’t describe by words. I don’t know why I must travel, but I know if I don’t, my life would be boring as hell. I came back to my room and saw a note on my bed with a guy’s handwriting. I was so surprised as it was from Michael and he gave me his email. Just the small piece of paper could give me a good night.

 Image

Image

Image

ดอกไม้สวยงามในตลาดนัดเสาร์-อาทิตย์ / At the weekend market

Image

คนเยอรมันดื่มแต่เบียร์ทุกที่ทุกเวลา / That’s what Germans always do.

to be continued…

Travel

I fly to you…

 

Image

6 April 2012

          วันนี้เป็นวันเดินทางไปประเทศเยอรมนี ซึ่งฉันต้องอยู่ห่างไกลจากประเทศบ้านเกิดเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน จิตใจฉันก็ตุ้มๆต่อมๆ อยู่บ้างแต่ครั้งนี้อาการไม่หนักเท่าตอนที่เดินทางไปประเทศอเมริกา เพราะถือว่าพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง จะเจออะไรไม่ว่าจะดีหรือร้าย ฉันก็ใช้ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณเข้าสู้เสมอ

           I set out in the morning for Germany, so I would be away from my homeland for about 2 months. I was having my heart in my mouth thinking about being away from home, but this time was less than travelling to America. I’ve experienced many things whether bad or good, so hopefully nothing’s going to be hard to deal with.

          ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิเช้าตรู่ แต่หากเพื่อนสาวอีกคนของฉันยังเดินทางมาไม่ถึง ฉันรอเธอเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ในใจก็พลางคิดไปว่า นี่มันใกล้เวลาแล้วนะ ถ้าเธอไม่มาฉันจะเดินทางไปคนเดียวแน่ๆ ไม่อยากรอแล้ว เพราะสำหรับฉันนั้น คนไม่ตรงต่อเวลาถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ นี่ไม่ใช่การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แต่คือการเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง ชิวิตของฉันไม่ขึ้นอยู่กับคนที่ไม่รับผิดชอบอยู่แล้ว ฉันเลยคิดว่าจะรออีกสักพัก หากเธอไม่มาฉันก็จะไป board แล้ว

           I arrived at the airport but my friend was still on her way. I waited for her for an hour! and it was very late. This is not a domestic trip but we were going overseas. If she came too late to board in time then I decided that I’d board without her.

              จวนเวลาจะ board เธอเพิ่งเดินทางมาถึง ฉันโกรธมาก แต่ก็ไม่ได้แสดงอารมณ์โกรธใดๆ ตอนนี้คิดแค่อย่างเดียวว่า ทริปอีกสองเดือนหลังจากนี้คงต้องลำบากไม่มากก็น้อย เมื่อฉันต้องร่วมเดินทางกับเธอคนนี้ ฉันก็มีเวลาคุยกับพ่อแค่ไม่นานนัก ฉันเลยบอกลาและสวัสดีพ่อ พร้อมกับบอกพ่อว่าไม่ต้องเป็นห่วง ลูกจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับมาให้มากที่สุดอย่างที่เคยทำ จะไม่ใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์แน่นอน บอกลาพ่อเสร็จก็เข้าไป Passport Control และโทรศัพท์บอกแม่ที่ไม่ได้มาส่งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เสร็จจากการตรวจต่างๆ นานาเราก็ต้องรีบวิ่งไป Gate ฉันไม่มีเวลาร่ำลาประเทศไทยมากนักเพราะมันจวนเวลามากแล้ว ไปถึงก็ได้ที่นั่งแยกกัน ฉันนั่งข้างคุณลุงสองคน และเที่ยวบินนี้ฉันหลับตลอดการเดินทางจริงๆ ตื่นมาตอนทานอาหารเท่านั้น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉัน รู้แค่เพียงว่าฉันปวดหัวตึบๆ ตลอดการเดินทาง

              It was about the last chance for boarding then she arrived. I was very furious but did not want to say a thing. I only thought that 2 months from now would be hard for me. Having a little talk with my dad and then I had to say goodbye, I promised him that I’d learn a lot and he did not need to worry about me. I called my mum as she didn’t send me off at the airport. On board, we got a separate seat and I was sleeping all the way, I just woke up when the meal was served. I didn’t know what was wrong but I had a bad headache.

Image

6 ชั่วโมงผ่านไป เครื่องบินลำที่เราโดยสารมานั้นก็ลงจอด ณ สนามบินนานาชาติกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ไม่มีเวลาได้มองดูบรรยากาศรอบนอกอาคารผู้โดยสาร เนื่องจากต้องรีบวิ่งไปขึ้นเครื่อง (อีกแล้ว) เพราะเพื่อนของฉันสายตลอดดดดดด! ตอนนั่งรถบัสเพื่อไปขึ้นเครื่อง เพื่อนฉันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง หน้าตาดี มากๆ ฉันก็เห็นอยู่ว่าเขาหน้าตาใช้ได้เลยทีเดียว เพื่อนฉันเลยพูดออกมาว่า “แม่งผู้ชายคนนี้หล่อวะมึง น่ารักมากๆ สงสัยเป็นลูกครึ่งแน่ บลา บลา บลา” ผู้ชายคนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นั้น พลันหันหลังให้พวกเรา โดยที่เสื้อข้างหลังเขาเขียนว่า “น้ำดื่มพาสุข” พวกเราก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก คิดในใจว่า เฮ้ยมันลูกครึ่งไทยเหรอเนี่ย ยังไปไม่ถึงไหน สาวไทยสองคนก็ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มซะแล้ว จากความอับอายเมื่อสักครู่ต่างคนต่างก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ขึ้นเครื่องคราวนี้เราได้นั่งใกล้กัน เพื่อนฉันดูหนังไปตลอดทาง ฉันก็หลับตลอดทางเหมือนเคยตื่นมาแค่ตอนทานอาหารเท่านั้น เมื่อเครื่องลงจอดยังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงเฟิร์ต ฉันก็ตื่นเต้นมากเพราะฉันได้มาเหยียบแผ่นดินเยอรมันแล้ว ประเทศที่ฉันใฝ่ฝันมานาน ฉันชอบประเทศนี้มากจนเรียนภาษาเยอรมัน อ่านหนังสือท่องเที่ยวทุกอย่างที่เกี่ยวกับเยอรมันมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้ความฝันฉันเป็นจริงเสียที

6 hours passed and we arrived at Doha International Airport. We had no time to walk around since we needed to instantly transfer the flight. We ran because my friend was late (again). On the coach to the plane, my friend caught the sight of a hansome man. So she said “this guy is freaking cute, I thought he was half something” in Thai. He suddenly turned his back to us and there was something written in Thai on his T-shirt, so we realized that we just made a fool of ourselves. We keep our mouth shut all the way to the plane. I sat beside my friend this time, I was still sleeping and my friend was watching movies nonstop. The plane landed at Frankfurt International Airport, I was very excited. Germany was the land I’ve dreamed of, and now my dream came true.

            ถึงประเทศเยอรมันแล้วก็ต้องผ่าน Passport Control เพื่อนฉันใจดีสู้เสือจึงเดินไปก่อน แต่เขาก็เรียกให้มาพร้อมกันเลย เขาก็ถามว่ามาทำอะไรที่ประเทศเยอรมนี เราก็เลยตอบว่ามาเรียนภาษาเยอรมัน เขาเลยให้ลองพูดให้ฟัง เพื่อนฉันก็พูดว่า Ich komme aus Thailand (I’m from Thailand) ทีนี้ก็ตาเรา ฉันก็เลยพูดว่า Du bist sehr huebsch (you’re very handsome) เขาก็ยิ้มอย่างเขินอาย และให้เราสองคนผ่านไปอย่างง่ายดายไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายเยอรมันก็ยอมแพ้ให้กับคำชมเหล่านี้ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ฉันได้เหยียบแผ่นดินเยอรมันเสียที GERMANY I AM IN YOU!!

              My first step of Europe began in Germany. However, we needed to bridge over the Passport Control before doing anything. So my friend tried to take the bull by the horns, anyway he called us to come together. He asked us the reason why we came to Germany. So we said we enrolled for a German course, he asked “Can you show me your German?” My friend said “Ich komme aus Thailand” (I’m from Thailand), then I said “Du bist sehr huebsch” (you’re very handsome). He was blushed and let us pass. Finally, I AM IN YOU, Germany!

Image

          ได้สัมภาระเรียบร้อย ทีนี้เราก็ต้องเดินทางเข้าเมืองตามหาโฮสเทลที่ได้จองผ่านอินเตอร์เน็ตกันมา เราสองคนมีกระเป๋าใหญ่ๆ สองใบ แบ็คแพ็คและกระเป๋าเดินทาง พวกเราไปซื้อตั๋วรถไฟ S-Bahn แต่ได้เจอคุณน้าคนไทยสองคนโดยบังเอิญ พวกเขาจะไปประชุมที่ Freiburg เราเลยรวมกันซื้อตั๋ว เพราะจะได้ตั๋วถูกขึ้นอีกเท่าตัว พวกเราพูดคุยกับคุณน้าสองคนตลอดการเดินทางเข้าเมือง และเมื่อถึง Frankfurt Hauptbahnhof เราก็ช่วยคุณน้าสองคนหาโฮสเทล เมื่อได้ส่งเขาสองคนเข้าโฮสเทลเรียบร้อย เราก็สวัสดีบอกลา และเดินทางหาที่พักของตัวเองเสียที

           Got our luggages, we needed to take a train to the city and look for the hostel I booked online a month ago via Hostelworld. We tried to buy the tickets, accidentally we met two Thai ladies, so we shared the ticket because it cost less. We arrived at Frankfurt Hauptbahnhof and we were helping them to find their hotel until they found it, we continued finding our hostel.

Image

Image

              Five Elements Hostel Frankfurt ของเราอยู่ในย่าน Redlight District ฟังแล้วอาจเกิดอาการว่าทำไมถึงเลือกที่พักแถวนั้น เพราะย่านนั้นถือเป็นย่านอันตราย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันเป็นคนจัดการเองทุกอย่าง เนื่องจากเป็นคนชอบความท้าทาย จึงไม่ได้สนใจรายละเอียดของที่ตั้งมากมายนัก พวกเราเดินหาที่พักเท่าไรก็หาไม่เจอ วนไปวนมากับกระเป๋าใบเขื่องอยู่ประมาณ 5 รอบ สุดท้ายก็หาเจอเสียที ทำเอาเราสองคนหมดแรงไปเลยทีเดียว เข้าไปในโฮสเทลก็สัมผัสได้ว่าที่นี่เป็นที่ทางของแบ็คแพ็คเกอร์จากทั่วโลกจริงๆ มองไปรอบๆ ฉันเห็นผู้คนหลากหลายสัญชาติและสีผิว นี่สินะที่เขาเรียกว่า การท่องเที่ยวไม่มีพรมแดนจริงๆ ล็อบบี้ข้างล่างนี้สามารถเข้ามานั่งเล่นได้ตลอด ไม่ว่าจะใช้อินเตอร์เน็ตหรือเอาอาหารมารับประทาน อีกทั้งยังสามารถนั่งดื่มและพูดคุยกับนักเดินทางคนอื่นๆได้อีกด้วย ฉันชอบที่พักตั้งแต่แว็บแรก ตลอดเวลาที่นี่ ฉันมั่นใจว่าฉันต้องได้เก็บเกี่ยวสิ่งใหม่แน่นอน

              Five Elements Hostel Frankfurt, the hostel that I booked online, is located in Redlight District area. The area that is, for most people, dangerous and scary. I had no idea why I chose that place, but it wasn’t a mistake at all. We were wandering and looking for the hostel but couldn’t find it. It’s like 5 times walking in the circle, then after 20 minutes we found it! Thanks God!This hostel is really the place for backpackers from all over the world. I caught sight of many races and nationalities here. This is what we called “travel”, there’s no borders, no exception. We travel and just have fun during our own journeys, this is so cool. I love that I will also get a chance to talk to new friends, new travelers. I was looking forward to new things lying ahead. It’s going to be a good challenge.

              ห้องพักของเราเป็น 6 mixed bed room แสดงว่าต้องมีเพื่อนร่วมห้องอีก 4 คนที่ไม่ทราบสัญชาติที่เราต้องนอนด้วยในคืนนี้ เก็บของเสร็จแล้ว เราก็ลงมานั่งเล่นข้างล่างและโทรศัพท์หาครอบครัว โดยบอกว่าทุกอย่างโอเค ดึกๆ ก็กลับขึ้นห้องจึงได้เจอกับผู้ชายชาวอียิปต์หนึ่งคนชื่อ Michael ฉันคุยกับเขาอย่างออกรส ซักพักก็เพื่อนร่วมห้องอีกคนก็เดินเข้ามา เขามาจากแคลิฟอร์เนีย คุยกับซักพัก Michael ก็ชวนออกไปหาอะไรดื่ม แต่วันนี้ฉันขอเซย์บาย เพราะร่างกายเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน จึงไม่อยากออกไปไหน เพราะฉันรู้ว่า ฉันจะไม่กลับมาเนิ่นๆ แน่ๆ หากฉันได้ออกไปแล้ว เพื่อนฉันบอกว่าเธอชอบอารมณ์ Hostel ฉันเลยบอกว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเลือกโฮสเทล เพราะมันไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนเท่านั้น แต่มันคือที่ที่ มิตรภาพ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ กับทุกๆคน : ) จากนั้นเมื่อหัวถึงหมอนเราก็กรนทันทีจากความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทาง Good night…my first night in Frankfurt!

               Our room is a 6 mixed-bed room, it means that we had another 4 friends with us tonight. Finished unpacking my stuff, I called my parents to ensure that I was safe, so they shouldn’t worry. A while later, a guy came in the room. We had a small talk so I knew that he’s from Egypt and his name is Michael. Another roommate came in, he’s from California. We continued our talks and Michael asked if I wanted to join for drinks tonight, I politely declined since I was very exhausted from the flights. I knew if I went out, I would not come back early haha so better not go. After Michael left, my friend uttered that she liked it here in this very hostel, that she loved the atmosphere, the feeling and how people communicated so easily that they could in a short while became acquaintances . So I told her this is the reason why I love to stay at the hostel, it’s not only the place to sleep, but also the place where friendship begins. Anywhere, anytime with anyone.

Image

to be continued…